หน้ารวมความรู้เรื่องสีผม แบบครบเครื่อง ตามหลักสูตรสากล มีทั้งความรู้หลัก และ เทคนิคลับ หน้านี้แอดมินจะอัพเดทความรู้ให้เรื่อยๆ ท่านผู้อ่านท่านไหนอยากให้เราลงเรื่องอะไรในบล็อกนีั สามารถคอมเม้นท์ ที่ช่องคอมเม้นท์มาได้เลยครับ
ผมพันกันเกิดจากกอะไร?
1. สาเหตุหลักที่ทำให้ผมพันกันมากเกินไป
เกล็ดผมเปิดและขรุขระ (Open & Damaged Cuticles): เมื่อผมผ่านเคมี ความร้อน หรือรังสี UV เกล็ดผมชั้นนอกจะอ้าออกและหลุดร่วง ทำให้พื้นผิวเส้นผมสาก เมื่อเส้นผมกระทบกันจึงเกิดแรงเสียดทานและเกี่ยวกันเป็นปมได้ง่าย ภาวะผมพรุนสูงและขาดความชื้น (High Porosity & Dryness): ผมที่สูญเสียความชื้นและน้ำมันตามธรรมชาติจะแห้ง กรอบ และสูญเสียความยืดหยุ่น ปลายผมแตกปลาย (Split Ends): ปลายผมที่แยกออกเป็นแฉกจะทำหน้าที่เหมือน "ตะขอ" คอยดักเกี่ยวเส้นผมเส้นอื่นๆ ข้างเคียง การทำความสะอาดและจัดแต่งทรงผิดวิธี: การขยี้ผมแรงๆ ขณะสระ การถูผ้าขนหนูรุนแรง หรือการสางผมขณะเปียกโดยไม่มีตัวช่วยลดแรงเสียดทาน
2. ผลกระทบต่อการทำสีผม
ความท้าทายหลัก: ผมที่พันกัน มักตามมาด้วยระดับความพรุนของเส้นผมที่ไม่เท่ากันตลอดทั้งศีรษะ
ผลกระทบ
รายละเอียดและความเสี่ยง
สีผมด่าง / ไม่สม่ำเสมอ
บริเวณที่พันกันมักเป็นจุดที่เกล็ดผมเปิดมาก จะดูดซับเม็ดสีเร็วและเข้มกว่าปกติ (Over-absorption) แต่ขณะเดียวกันก็สระล้างแล้วสีหลุดไว
เคมีซึมเข้าไม่ถึงแกนผมหากไม่สางผมให้คลายตัวก่อนป้ายสี เนื้อครีมเปลี่ยนสีผมจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปถึงใจกลางช่อผม ทำให้เกิดจุดด่างขาวหรือสีไม่ติด
ผมขาดหลุดร่วงระหว่างทำงานการแบ่งช่อผม (Sectioning) และการป้ายเคมีจะสร้างแรงดึง หากผมพันกันแน่น ยืดหยุ่นต่ำ เส้นผมจะขาดกลางท่อนทันทีที่โดนหวี
เสี่ยงต่อผมช็อต (Over-processing)บร
บริเวณที่เกล็ดผมเสียหายหนักจะรับปฏิกิริยาเคมีเร็วขึ้น หากใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์หรือผงฟอกระดับเท่ากันทั้งศีรษะ ส่วนที่พันกันอาจช็อตเสียหายได้
เกล็ดผม
ในการทำสีผมหรือการฟอกผม หัวใจสำคัญของการทำงานคือ "การนำพาสารเคมีเข้าสู่ชั้นเม็ดสี (Cortex)" แต่หนึ่งในปัญหาที่ช่างผมมักมองข้ามคือ เกล็ดผม (Cuticle) ปิดแน่นเกินไป จากการใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบผมหรือทรีทเม้นท์กลุ่มซิลิโคน/พลาสติกเข้มข้น ส่งผลให้สีผมเข้าไม่ถึง สีด่าง หรือไม่ติดเลย
บทความนี้จะสรุปขั้นตอนการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างละเอียด เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในร้านได้อย่างมืออาชีพ
ทำความเข้าใจปัญหา: ทำไมเกล็ดผมปิดถึงเป็นอุปสรรค?
โดยปกติ เกล็ดผมทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเส้นผม การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Silicone, Polymers, Wax หรือ ทรีทเม้นท์ประเภท เคลือบแก้ว / เคลือบเงา (Glossing Treatment) เป็นประจำ จะทำให้เกิดฟิล์มบางๆ สะสมและบล็อกเกล็ดผมไว้อย่างแน่นหนา
5 เหตุผลสำคัญที่ช่างทำผมต้องรู้จักเส้นผมอย่างลึกซึ้ง1. รู้จักโครงสร้างเพื่อคุมการทำงานของเคมี (Cuticle, Cortex, Medulla)
5 เหตุผลสำคัญที่ช่างทำผมต้องรู้จักเส้นผมอย่างลึกซึ้ง 1. รู้จักโครงสร้างเพื่อคุมการทำงานของเคมี (Cuticle, Cortex, Medulla)
เกล็ดผม (Cuticle): ด่านแรกที่เคมีต้องผ่าน หากรู้สภาพเกล็ดผม จะเปิด-ปิดเกล็ดผมได้อย่างถูกวิธี ไม่ทำให้ผมแห้งเสียเกินจำเป็น เนื้อผม (Cortex): จุดที่เม็ดสี (Melanin) และพันธะผมอยู่ การฟอกหรือฝังสีเกิดขึ้นที่ชั้นนี้ทั้งหมด หากไม่เข้าใจชั้นนี้ จะคุมการยกระดับสว่าง (Lighting Step) หรือการหักล้างสีไม่ได้เลย
2. วิเคราะห์ความพรุน (Porosity) เพื่อแก้ปัญหา "สีไม่เท่ากัน"
ผมพรุนสูง (ผ่านเคมีมาหนัก): ดูดซับสีไวมาก แต่ก็หลุดไวมากเช่นกัน หากใช้สูตรปกติ สีจะเข้มด่าง หรือติดเป็นปื้น ผมพรุนต่ำ (ผมสุขภาพดี/ผมเส้นใหญ่): น้ำยาเกาะยาก เกล็ดผมปิดแน่น ต้องปรับเทคนิคการลงสีหรือเพิ่มเวลาเพื่อให้สีเข้าถึงเนื้อผม
3. ประเมินพันธะผม (Hair Bonds) เพื่อป้องกัน "ผมช็อต"
ช่างที่เก่งจะดูออกว่าเส้นผมของลูกค้าสู้เคมีได้แค่ไหน ผ่านประวัติการดัด ยืด หรือฟอก รู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุง/ปกป้องพันธะผม (Bond Builder) และเมื่อไหร่ที่ "ต้องปฏิเสธ" หรือพักผมก่อน ไม่ฝืนทำจนผมขาด
4. อ่านเม็ดสีแฝงพื้นผม (Underlying Pigments) ได้แม่นยำ
เส้นผมแต่ละคนมีเม็ดสีธรรมชาติ (Eumelanin / Pheomelanin) ต่างกัน เมื่อฟอกหรือยกระดับสว่าง จะเกิดสีส้มหรือสีเหลืองแฝงออกมา หากเข้าใจเส้นผม จะรู้ทันทีว่าต้องใช้สีตรงข้าม (Counter-color) อะไรมาหักล้างเพื่อให้ได้สีหม่นหรือพาสเทลตามต้องการ
5. เลือกเปอร์เซ็นต์ไฮโดรเจน (Developer) ได้ถูกต้อง
การเลือกไฮโดรเจน 3%, 6%, 9% หรือ 12% ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีที่อยากได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ สภาพและความแข็งแรงของเส้นผม ณ ตอนนั้น ด้วย
สรุป:
สีผมเปรียบเสมือน "งานศิลปะบนผืนผ้าใบที่มีชีวิต" หากเราไม่รู้จักคุณสมบัติของผ้าใบ (เส้นผม) ต่อให้มีสีที่ดีที่สุดในโลก ก็ยากที่จะระบายออกมาให้สวยและสมบูรณ์แบบได้ครับ

